แค๊ตตาล็อกออนไลน์
ค้นหาผ้าเบรกเพื่อใช้กับรถของคุณ
Car Brand
Model
SubModel
Product
ขนาด
x มม.
 
(กว้าง x ยาว )
Search




บททดสอบสเตลท์

สเตลท์ เทคโนโลยีสุดขอบฟ้า ที่ทำการทดสอบโดยนิตยสาร Motor Sports Magazine และใช้สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเป็นสถานที่ทดสอบ


    หลายท่านคงได้เคยเห็นและสัมผัสกับผ้าเบรก เบ็นดิกซ์ สเตลท์ ตัวเป็น ๆ กันมาแล้ว อย่าคิดว่าเป็นผ้าเบรกรุ่นใหม่นะครับ ที่จริงแล้วเป็นผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ รุ่น เจนเนอรัล ซีที ที่เราท่านคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ถูกเพิ่มเทคโนโลยีสเตลท์เข้าไปในขั้นตอนการผลิต สำหรับบางท่านที่ยังไม่เคยเห็นหรือสัมผัสตัวเป็น ๆ ก็ดูจากรูปนะครับ และท่านก็คงจะเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่า ทำไมผ้าเบรกตัวนี้หน้าตาประหลาดจัง เนื้อแหว่งไปแหว่งมา จะเบรกอยู่หรือเปล่า แล้วดีกว่ารุ่นเดิมอย่างไร ทำมาเพื่ออะไรกัน

    ขออธิบายสั้น ๆ ดังนี้นะครับ ที่ผ้าเบรกมีหน้าตาประหลาดนั้น เกิดจากการทำ Diamond Shape โดยวิศวกรของเบ็นดิกซ์จะใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์อันทันสมัยที่สุดเป็นเครื่องมือในการศึกษาเพื่อกำหนดการตัดขอบมุมของผ้าเบรกของผ้าเบรกเพื่อกำจัดเสียงรบกวนขณะเบรกนั่นเอง ซึ่งรายละเอียดได้ตีพิมพ์ใน Newsbrake ฉบับที่ 25 แล้ว และจากการศึกษาดังกล่าวส่งผลให้ผ้าเบรกแต่ละเบอร์ก็จะมีลักษณะการตัดขอบมุมที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นพี่ ๆ ช่างทั้งหลายจะมาทำ Diamond Shape กันเองไม่ได้นะครับ นอกจากสิ้นสุดการรับประกันผ้าเบรกแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับเจ้าของรถได้อีก

    และเพื่อตอบคำถามว่าจะเบรกอยู่หรือไม่ ในขณะที่ทีมทดสอบของนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็กซ์ก็เกิดคำถามนี้เช่นเดียวกัน จึงได้มีการขอทำการทดสอบผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ สเตลท์ ให้หายคาใจกัน โดยทดสอบเปรียบเทียบกันระหว่าง ผ้าเบรกตามท้องตลาดทั่วไป ผ้าเบรก เจนเนอรัล ซีที และผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ สเตลท์ ว่าใครจะทำผลงานได้ดีกว่ากัน และนี่คือบททดสอบพร้อมผลการทดสอบโดยนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็กซ์ ที่จะสร้าความมั่นใจให้กับทุกท่านเพิ่มมากขึ้น




    “ผ้าเบรก” แน่นอนทุกคนต้องรู้จัก เพราะผ้าเบรกถือเป็นตัวแปรสำคัญทางด้านความปลอดภัยของคนใช้รถ ใช้ถนน ปัจจุบัน “ผ้าเบรก” มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ และหลายเกรด ซึ่งทุกคนก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเภทต่างๆ อาทิเช่น การใช้รถในชีวิตประจำวันของคนธรรมดาทั่วไป, การใช้รถแบบวัยรุ่นที่ต้องการการตอบสนองอันฉับไว และอีกประเภทก็คือการใช้งานในสนามแข่งขันต่างๆ ที่ต้องการคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงสุดของผ้าเบรก ครั้งนี้เรามีโอกาสดีได้แวะเวียนไปดูเกี่ยวกับเรื่องผ้าเบรก และก็ไปสะดุดตากับผ้าเบรกหน้าตาแปลกๆ ที่จำลองรูปร่างหน้าตามมาจากเครื่องบินรบ Stealth ในเว็บไซต์ของ Bendix เมื่อเห็นภาพลักษณ์ของมันก็เลยทำให้นิตยสารของเราเกิดข้อสงสัยขึ้นมาในสมองว่า “ผ้าเบรกหน้าตาแบบนี้มันจะเบรกได้จริงๆ หรือเปล่า???...”

    เมื่อเกิดการสงสัย มันก็ต้องพิสูจน์ด้วยการทดสอบโดยการใช้งานจริง และถ้าจะให้มันชัดเจนมันก็ต้องมีการเปรียบเทียบ เราจึงต้องเลือกตัวเลือกที่จะมาเปรียบเทียบ และเมื่อเราเช็คข้อมูลโดยละเอียดก็พบว่าเจ้า Stealth ผ้าเบรกหน้าตาสุดล้ำนี้ มันเป็นผ้าเบรกสำหรับรถบ้าน ตัวเลือกเราจึงแคบขึ้น เราจึงตัดสินใจที่จะเปรียบเทียบกัน 3 ตัวด้วยกันคือ ผ้าเบรกที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปในร้านอะไหล่ (Etc), ผ้าเบรก Bendix General CT (Bendix GCT) และผ้าเบรกตัวล่าสุดที่เรากำลังสงสัยกันอยู่ Bendix General CT Stealth (Bendix Stealth) โดยเราก็ได้สอบถามไปทางผู้ผลิตผ้าเบรก Bendix บริษัท เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด เราก็โชคดีถูกหวย เพราะทาง บริษัท เอฟอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเรามาว่า ผ้าเบรก Bendix Stealth นั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Bendix GCT ซึ่งการพัฒนานั้นก็ได้ใส่เทคโนโลยี Stealth เข้าไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะลดเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นในเวลาเบรกให้มีค่าที่ต่ำลง
     
     In-Market Bendix General CT Bendix STEALTH

     
    สำหรับการทดสอบนั้นได้มีการกำหนดรูปแบบออกมา อย่างชัดเจนให้คอนดิชั่นในการทดสอบเหมือนกันทุกอย่าง และเพื่อให้การทดสอบครั้งนี้ตรงเป้า รถยนต์ที่เราใช้ทดสอบจึงเป็นรถบ้านสแตนดาร์ดโรงงาน 2 รุ่นคือ Honda New Jazz 1.5 VTEC และ Honda Civic 1.8 โดยเลือกรถที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ ที่ง่ายต่อการควบคุมเรื่องตัวแปรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้เกิดความแตกต่างน้อยสุด เพราะถ้ามีความแตกต่างเยอะจะทำให้ผลการทดสอบที่ได้ออกมานั้นผิดเพี้ยนไป และเมื่อเราทดสอบเปรียบเทียบเราก็ต้องมีการกำหนดขั้นตอนทดสอบออกมาให้ชัดเจน และแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

    การทดสอบแบบ Field Test  ทดสอบกันในสนามปิดตามรูปแบบที่กำหนด โดยจะมีหัวข้อการทดสอบหลัก ๆ
    หัวข้อแรกคือ วัดระยะทาง และเวลาในการเบรก ของผ้าเบรกทุกตัว โดยจะกำหนดแรงที่ใช้ในการเหยียบเบรกให้เท่ากันทุกครั้งที่ 50 นิวตันเมตร และกำหนดระดับความเร็วที่ใช้ในการเบรกอย่างชัดเจน คือ 100-0, 80-0, 60-0 และ 40-0 กม.

      ส่วน หัวข้อที่ 2 นั้นก็เป็นการวัดอุณหภูมิที่จะเกิดขึ้นในระบบเบรกในการทดสอบแบบ Loops Test ที่วิ่งติดต่อกันถึง 10 รอบในสนามปิด ซึ่งมีการกำหนดจุดเบรก และจุดปล่อยเบรกไว้อย่างชัดเจน และจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาทำการเปรียบเทียบกันว่าผ้าเบรกแต่ละชุดนั้นมีค่าความ ร้อนที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร หัวข้อที่ 3 เป็นการวัดการสึกหรอของผ้าเบรก ที่ชี้ให้เห็นในเรื่องของอายุการใช้งานของผ้าเบรกแต่ละตัว ซึ่งจะวัดก่อนและหลังการทดสอบเสร็จสิ้น
    Pressure Guage สำหรับควบคุม
    แรงเหยียบเบรกให้คงที่ 50 นิวตันเมตร

    การทดสอบครั้งนี้เราต้องการให้เห็นค่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการเบรกอย่างชัดเจน และเพื่อความปลอดภัยในขณะทดสอบ ทางนิตยสารของเราจึงไปทำการทดสอบกันที่ สนามแข่งแก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี ที่มีความยาวสนาม 2.912 กม. และเป็นสนามที่มีโค้งแบบต่อเนื่อง โดยขั้นตอนการทดสอบเริ่มจากแบบสเตชั่นการเบรกจากความเร็วที่กำหนดไปหาจุดหยุดนิ่ง จากนั้นก็ตามด้วยการทดสอบแบบ Loops Test ที่วิ่งตามไลน์สนาม พร้อมกับทำการเบรกในจุดที่กำหนดจำนวน 10 รอบสนาม และวิ่งในลิมิตของรถสแตนดาร์ด โดยการกดคันเร่งนั้นจะเป็นแบบ On-Off (กดสุด-ปล่อยสุด) ซึ่งพอถึงจุดเบรกจะยกคันเร่งหมดเป็นตำแหน่ง Off และกดเบรกตรงจุดและระยะทางที่กำหนด เมื่อปล่อยเท้าจากเบรกแป้นเบรกก็จะมากดคันเร่งลงไป 100% เต็ม โดยตำแหน่งเกียร์ที่ใช้จะเป็นเกียร์ D ตลอดการทดสอบ และก่อนที่จะเริ่มทดสอบนั้นก็มีการเปลี่ยนผ้าเบรก, จานเบรก และทำการ Bedding-in ผ้าเบรก เพื่อปรับสภาพผิวสัมผัสของผ้าเบรกกับจานเบรกให้เข้ากันมากที่สุดทุกครั้ง โดยการ Bedding-in ผ้าเบรกนั้นก็ทำด้วยวิธีสร้างความเร็วไปที่ 80 กม./ชม. และกดเบรกด้วยแรงกด 50 นิวตัน-เมตร ให้ความเร็วลดลงมาเหลือ 40 กม./ชม. ทำซ้ำๆ กันจำนวน 50 ครั้ง


    เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ และการติดตั้ง


    การทดสอบแบบ Lab Test
    ที่จะให้คำตอบเราได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องแรงกดของเบรกในแต่ละล้อ และที่ต้องทดสอบแบบนี้ก็เพราะว่า เจ้าผ้าเบรก Bendix Stealth นั้นมีพื้นที่หน้าสัมผัสน้อยกว่าผ้าเบรกอีก 2 ตัวที่นำมาประกบคู่เปรียบเทียบ โดยจะทำการทดสอบสอบด้วยเครื่องมือมาตรฐานของ Lab ทดสอบของ Bosch Service ที่มีการบอกค่าแรงกดในแต่ละล้อได้อย่างชัดเจน 
     

    ***บทความการทดสอบ ลิขสิทธิ์โดยนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็ก ตีพิมพ์ฉบับเดือนตุลาคม 2553


    ผลการทดสอบ Part I
    Field Test @Kaeng Krachan Circuit

    อย่างที่กล่าวตอนต้นว่า ครั้งนี้เราได้เลืกรถ 2 รุ่นมาทำการทดสอบ นั่นก็คือ Honda Civic 1.8 กับ New Jazz 1.5 VTEC การทดสอบเริ่มขึ้นกับ New Jazz กับผ้าเบรกทั่วๆ ไปที่มีขายตามท้องตลาด และตามด้วยผ้าเบรก Bendix GCT และปิดท้ายด้วยผ้าเบรก Bendix Stealth และเริ่มต้นทดสอบในแบบเบรกไปหาจุดหยุดนิ่งตามความเร็วที่กำหนดจนจบ แล้วก็ต่อด้วยการทดสอบแบบ Loops Test และทำเหมือนกันทุกขั้นตอนกับ Honda Civic 1.8 ผลที่ได้ออกมานั้นก็ทำให้คลายข้อข้องใจต่างๆ ที่เคยกังขาจากรูปร่างหน้าตาของ Bendix Stealth ที่มีผิวสัมผัสไม่เต็ม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแรงกดที่เหมือนจะเสียเปรียบ, เสียงรบกวน และค่าความร้อนที่จะเกิดขึ้นในระบบเบรก และเรื่องใหญ่ก็คือ “มันจะเบรกได้ดีหรือไม่”
    ผลการทดสอบโดยรวม หากจะเอาผ้าเบรก Bendix Stealth เปรียบเทียบกับผ้าเบรกตามท้องตลาดนั้นก็ดูจะเอาเปรียบกันเกินไป เพราะว่าผ้าเบรกที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปในปัจจุบันนั้นจะเน้นที่เรื่อง ราคาที่ค่อนข้างถูก คุณภาพของมันก็ต้องยอมรับว่าตามราคา ไม่เหมือนกับผ้าเบรกของ Bendix ที่เรานำมาประกบ ที่หลายๆ คนอาจจะมองว่าราคาสูง แต่ถ้ามองในแง่ของคุณภาพแล้วก็ต้องยอมรับว่าสมราคา และที่สำคัญที่เราไม่อยากเอาค่าการทดสอบของ Bendix Stealth ที่ที่ได้ออกมานั้นเปรียบเทียบกับผ้าเบรกทั่วไปตามท้องตลาดก็เพราะว่าค่ามัน แตกต่างกันมากจนน่าเกลียด เราจึงเอาค่าที่วัดได้จากผ้าเบรก Bendix ทั้ง 2 รุ่นมาประกบกัน ผลสรุปโดยรวมที่ออกมานั้น Bendix Stealth เหนือกว่าทุกการทดสอบ อาทิเช่น การทดสอบเบรกจากความเร็ว 100-0 กม./ชม. ใน New Jazz ผลที่ได้ Bendix Stealth ใช้เวลาน้อยกว่า Bendix GCT 0.52 วินาที ใช้ระยะทางน้อยกว่า 2.69 เมตร และสร้างแรง G-Force ที่บ่งบอกถึงแรงจับของเบรกได้ถึง 0.8 G

    ส่วนใน Civic 1.8 ผลการทดสอบก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน คือ Bendix Stealth เหนือกว่า แม้ว่าพื้นที่หน้าสัมผัสจะน้อยกว่าผ้าเบรกทั้ง 2 รุ่นที่เอามาประกบคู่ ผลที่ได้ ณ การทดสอบเดียวกันที่ระดับความเร็ว 100-0 กม./ชม. Bendix Stealth ใช้เวลาเบรก 3.42 วินาที Bendix GCT ใช้ 4.31 วินาที Bendix Stealth ใช้เวลาน้อยกว่า 0.89 วินาที ส่วนระยะทางก็เหมือนกัน Bendix Stealth ใช้ระยะทาง 46.83 เมตร Bendix GCT ใช้ 59.53 เมตร Bendix Stealth ใช้ระยะทางในการเบรกน้อยกว่าถึง 12.70 เมตร ส่วนแรง G-Force นั้นก็ทำได้ไม่ต่างจาก Bendix GCT ที่มีพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างจานเบรกกับผ้าเบรกที่มากกว่า

    ต่อมาก็เข้าสู่การทดสอบแบบวิ่งจริงๆ 10 รอบสนาม รวมระยะทางทั้งหมด 29.12 กม. การทดสอบแบบนี้ทำให้เห็นถึงความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ โดยทั้งความยาวสนามจะมีการกำหนดจุดเบรกไว้ทั้งหมด 7 จุด ผลที่ได้ออกมานั้นก็เป็นที่น่าพอใจทั้ง Jazz 1.5 VTEC และ Civic 1.8 การเปลี่ยนแปลงของค่าความร้อนที่เกิดขึ้นนั้น ผ้าเบรกของ Bendix ทั้ง 2 ตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้อย และเกิดขึ้นช้ากว่าผ้าเบรกที่มีขายในท้องตลาด และเมื่อยิ่งใช้อย่างต่อเนื่องผลของการออกแบบ Bendix Stealth ก็เห็นผล เพราะอุณหูมิค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง ค่าอุณหภูมิที่วัดได้ลดต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่อุณหภูมิของผ้าเบรกตามท้องตลาด และ Bendix GCT ซึ่งมีพื้นที่หน้าสัมผัสมากกว่านั้น มีค่าค่อนข้างคงที่ตลอดเวลา
     

    กราฟชุดที่ 1
    ผลการทดสอบ Static Test ด้วย Honda Jazz
    ผลการทดสอบ Static Test ด้วย Honda Civic


    กราฟชุดที่ 2
    แสดงความแตกต่างของผลการทดสอบ Static Test ของผ้าเบรกแต่ละตัว ด้วย Honda Jazz
    แสดงความแตกต่างของผลการทดสอบ Static Test ของผ้าเบรกแต่ละตัว ด้วย Honda Civic
    จากที่เห็นเป็นกราฟเปรียบเทียบค่าความแตกต่างของประสิทธิภาพของผ้าเบรกแต่ละตัวในการทดสอบแบบ Static Test โดยกราฟชุดแรก เป็นกราฟเปรียบเทียบผ้าเบรกทั้ง 3 ตัว ส่วนชุด 2 เป็นค่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว้าผ้าเบรกแต่ละตัว 3 หัวข้อ คือ แรง G-Force ที่บ่งบอกถึงแรงจับของผ้าเบรก, ระยะทางในการเบรก และเวลาที่ใช้ในการเบรก โดยความแตกต่างนั้นจะเปรียบเทียบกันระหว่าง “ผ้าเบรกที่มีขายตามท้องตลาดกับผ้าเบรก Bendix Stealth ที่แทนด้วยเส้นสีเขียว” ต่อไปก็เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “ผ้าเบรก Bendix GCT กับ Bendix Stealth แทนด้วยเส้นสีแดง” และสุดท้ายระหว่าง “ผ้าเบรกตามท้องตลาดกับผ้าเบรก Bendix GCT แทนด้วยเส้นสีน้ำเงิน

    ***บทความการทดสอบ ลิขสิทธิ์โดยนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็ก ตีพิมพ์ฉบับเดือนตุลาคม 2553


    ผลการทดสอบ Part II
    กราฟชุดนี้แสดงให้เห็นถึงค่าของอุณหภูมิที่ เกิดขึ้นในระบบเบรกกับการทดสอบแบบ Dynamics Test จำนวน 10 รอบสนาม โดยรอบสนามทั้งหมดนั้นจะมีจุดเบรกทั้งหมด 7 จุด ซึ่งกราฟจะแยกออกมาเป็น 7 กลุ่ม ด้วยกันตามแนวแกน X ที่เป็นแนวนอน โดยอุณหภูมิที่วัดได้นั้นจะเกิดขึ้นในขณะที่ทำการเหยียบเบรกในจุดต่างๆ ซึ่งอุณหภูมิเริ่มต้นของผ้าเบรกแต่ละตัวนั้นไม่เท่ากัน ที่เราอยากรู้คือภาพรวมของ “การระบาย และการถ่ายเทความร้อนของตัวผ้าเบรก” รวมไปถึง “การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในตัวผ้าเบรก” โดยในกราฟนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผ้าเบรกทุกตัว มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไปในทิศทางที่ดี แต่สำหรับผ้าเบรกตามท้องตลาดนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ลดต่ำลงไปถึงจุดหนึ่งแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะคงที่ และรักษาระดับ ต่างกับผ้าเบรกของ Bendix ทั้ง 2 ตัวที่มีค่าอุณหภูมิลดลงตลอดทุกรอบของการทดสอบ ณ การเบรกที่จุดเดียวกัน ตามกราฟที่เห็น...นั่นก็นับว่าเป็นความประสบความสำเร็จทางด้านการออกแบบของ ผ้าเบรก Bendix Staelth ที่ต้องการให้มีการระบายความร้อนที่ดีกว่าหรือเทียบเท่ากับผ้าเบรกแบบเดิมๆ ที่มีขายกันอยู่ในปัจจุบัน
    กราฟแสดงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากการทดสอบ Dynamic Test 
    ผลการทดสอบด้วย Honda Jazz

    ผลการทดสอบด้วย Honda Civic

    ต่อมาก็เป็นเรื่องของการสึกหรอที่หมายถึงอายุการใช้งานของผ้าเบรก ด้วยการทดสอบในระยะทางเท่ากัน เบรกเหมือนกันทุกอย่าง นับตั้งแต่ใส่ผ้าเบรกเข้าไปในรถ ผลที่ได้ออกมานั้น แน่นอนผ้าเบรกของ Bendix ทั้ง 2 ตัวได้ผลที่ดีกว่า แต่ที่น่าสนใจก็คือการวัดกันเองของผ้าเบรก Bendix 2 รุ่น จากแนวคิดเบื้องต้นหลังจากเห็นหน้าตาผ้าเบรก Bendix Stealth น่าจะเสียเปรียบ เพราะพื้นที่หน้าสัมผัสน้อย ซึ่งมันน่าจะสึกหรอเร็วกว่า แต่ผลที่ได้ออกมาหลังจากการการวัดค่าความสึกหรอด้วยเครื่องมือวัดละเอียด Micrometer ผลที่ออกมากลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม Bendix Stealth ที่มีพื้นที่หน้าสัมผัสน้อยกว่านั้น มีการสึกหรอ “น้อยกว่า” Bendix GCT ที่มีพื้นที่หน้าสัมผัสมากกว่า

    และตัวเลขที่ได้ออกมาหลังการทดสอบเสร็จสิ้น ใน Jazz 1.5 VTEC ผ้าเบรกตามท้องตลาดสึกหรอไป 0.90 มม., Bendix GCT สึกหรอไป 0.70 มม. และ Bendix Stealth สึกหรอไป 0.30 มม. ส่วนใน Civic 1.8 ผ้าเบรกท้องตลาดยุบไป 1.70 มม. ส่วนของ Bendix ทั้ง 2 ตัวนั้นยุบไปตัวละ 0.50 มม. นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า Bendix Stealth นั้น มีการออกแบบที่ดี และด้วยสูตรทางเคมีที่ยอดเยี่ยมทำให้เกิดการสึกหรอน้อยกว่าอย่างเห็นได้ ชัดเจน




    สำหรับกราฟชุดนี้ก็ทำให้เห้นอย่างชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องของอายุการใช้งานของผ้าเบรกทั้ง 3 ตัว ไม่ว่าจะเป็นผ้าเบรกตามท้องตลาด, ผ้าเบรก Bendix GCT และผ้าเบรก Bendix Staelth ที่เป็นผ้าเบรกตัวใหม่ล่าสุด ผลที่ได้ออกมานั้นก็ชัดเจน ผ้าเบรก Bendix มีการสึกหรอช้ากว่าผ้าเบรกตามท้องตลาดทั่วไป นั่นก็หมายถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานของตัวผ้าเบรก และมันก็ชัดเจนที่ว่าผ้าเบรกที่มีราคาสูงกว่า ย่อมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ ผ้าเบรก Bendix ที่นำมาทดสอบนั้น ราคาก็ไม่ได้สูงเกินกว่าที่คนใช้รถใช้ถนนจะรับได้ และที่สำคัญผ้าเบรก Bendix ทั้ง 2 ตัวให้ความปลอดภัยได้มากกว่าแน่นอน...

    ***บทความการทดสอบ ลิขสิทธิ์โดยนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็ก ตีพิมพ์ฉบับเดือนตุลาคม 2553

    ผลการทดสอบ Part III
    และคำตอบสุดท้ายที่ต้องการหาในการทดสอบแบบ Field Test คือเรื่อง “เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในเวลาเบรก” การทดสอบในขั้นตอนนี้เราใช้วิธีการบันทึกเสียงเป็นไฟล์ดิจิตอล และนำไปประยุกต์ใช้ และนำกราฟเส้นเสียงที่เกิดขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งแตกต่างจากการวัดเสียงด้วยวิธีเดิมๆ ผลที่ได้ออกมานั้น เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกันชัดเจน เสียงที่เกิดขึ้นจากผ้าเบรก Bendix Stealth มีค่าที่ต่ำกว่าผ้าเบรกตามท้องตลาด และผ้าเบรก Bendix GCT



    ต่อมาเป็นกราฟที่แสดงให้เห็นถึง “เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในระบบเบรก ตอนที่ทำการเหยียบเบรก” และเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นจากผ้าเบรกทั้ง 3 ตัวนั้นแตกต่างกัน โดยผ้าเบรกทั่วไปที่มีขายตามท้องตลาดนั้น เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นนั้นมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่า และมีระดับความดังของเสียงที่สูงกว่า ต่างกับผ้าเบรก Bendix GCT ที่เกิดเสียงในช่วงสั้นๆ และมีระดับความดังของเสียงที่ต่ำกว่าผ้าเบรกตามท้องตลาด แต่ก็ยังดังกว่าผ้าเบรก Bendix Stealth ตัวใหม่ล่าสุด ที่แม้จะมีระยะเวลาการเกิดเสียงรบกวนที่นานกว่าแต่ก็มีระดับความดังที่น้อยกว่าอย่างชัดเจน

    การทดสอบใน Lab ด้วยเครื่องมือทดสอบของ Bosch ชี้ให้เห็นถึงค่าแรงกด (แรงจับ) ของระบบเบรกที่เกิดขึ้นในแต่ละล้อ ค่าที่ได้ออกมานั้น ผ้าเบรกของ Bendix ทั้ง 2 รุ่น Bendix GCT และ Bendix Stealth สามารถสร้างค่าแรงกด (Brake Force) ได้สูงกว่าผ้าเบรกที่มีขายตามท้องตลาด ผลการทดสอบใน Jazz 1.5 VTEC ค่าแรงกด ของผ้าเบรกท้องตลาดอยู่ที่ 3,059 นิวตัน-เมตร, ผ้าเบรก Bendix GCT อยู่ที่ 3,176 นิวตัน-เมตร และ Bendix Stealth อยู่ที่ 3,078 นิวตัน-เมตร คันต่อมาเป็น Civic 1.8 ผ้าเบรกท้องตลาดอยู่ที่ 3,179 นิวตัน-เมตร, ผ้าเบรก Bendix GCT อยู่ที่ 3,245 นิวตัน-เมตร และสุดท้ายผ้าเบรก Bendix Stealth แรงกดอยู่ที่ 3,353 นิวตัน-เมตร



    กราฟสุดท้ายแสดงให้เห็นถึง “แรงจับของผ้าเบรกในแต่ละล้อ” ว่ามีค่าเป็นอย่างไรกับการทดสอบด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งทำการประมวลผลโดยระบบคอมพิวเตอร์ที่เราไม่สามารถป้อนข้อมูลหลอกได้ ผู้ทดสอบแค่ทำตามขั้นตอนที่เครื่องมือสั่ง และผลโดยรวมที่ได้ออกมานั้นก็ชัดเจน ผ้าเบรกของ Bendix ทั้ง 2 ตัวมีแรงกดที่ดีกว่าผ้าเบรกที่มีขายตามท้องตลาด และแม้ว่าผ้าเบรก Bendix Stealth จะมีหน้าสัมผัสที่ดูแล้วจะเสียเปรียบผ้าเบรกทั้ง 2 ตัว แต่ค่าแรงจับที่ได้ออกมานั้น ไม่น้อยหน้าผ้าเบรกหน้าเต็มรูปแบบเดิมๆ เลยแม้แต่น้อย
    จากผลการทดสอบที่ได้ออกมานั้นก็เป็นการบ่งชี้ให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของพื้นที่หน้าสัมผัสที่แตกต่างกันของเนื้อผ้าเบรกที่เป็นแบบเต็มผื้นที่หน้าสัมผัส และแบบไม่เต็มพื้นที่หน้าสัมผัส ถึงแม้ว่าพื้นที่หน้าสัมผัสจะน้อยกว่าแต่ก็สามารถสร้างแรงกดได้ดีกว่าเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ทำให้เห็นได้ว่า Bendix Stealth นั้น เป็นผลงานการออกแบบที่ประสบความสำเร็จ เพราะผลที่ได้ออกมาจากทุกการทดสอบนั้นเหนือกว่าผ้าเบรกตามท้องตลาดและผ้าเบรก Bendix ในรูปแบบเดิมๆ ที่มีพื้นที่หน้าสัมผัสเต็มอย่างชัดเจน

    ***บทความการทดสอบ ลิขสิทธิ์โดยนิตยสารมอเตอร์สปอร์ตแม็ก ตีพิมพ์ฉบับเดือนตุลาคม 2553